Over 200 billion baht spent to pacify unrest in Deep South

Over 200 billion baht spent to pacify unrest in Deep South

เขียนวันที่

วันพฤหัสบดี ที่ 09 มกราคม 2557 เวลา 09:39 น.
เขียนโดย

The news desk

More than 200 billion baht have been spent by successive governments during the past 11 years since 2004 to cope with the unrest problem in the Deep South, according to the latest report from the Police Operations Centre of Southern Border Provinces and Isra News Centre.

budget1

The above figure does not include spending drawn from the Central Fund by various governmental agencies for their activities in the restive region such as the Southern Border Provinces Administration Centre, the National Police Office and the Internal Security Operations Command.

Total death toll resulting from insurgency-related incidents for the past 11 years has been revised down to 3,705 from over 5,000, according to the same report.  The deaths include 339 policemen, 466 soldiers, 2,482 civilians, 15 Buddhist monks, 101 teachers and 33educational officials.

The number of injured was registered at 9,076.  These include 1,353 policemen, 2,315 soldiers, 5,234 civilians, 24 monks, 122 teachers and 23 educational officials.

A total of 1,965 weapons of various kinds have been seized by separatists during the same period.  These include 413 weapons, mostly M16 assault rifles, which were seized by separatists in the attack of an armoury of the 4th Development Battalion or Peleng camp in Narathiwat in 2004.  Of all weapons captured by the separatists, only 700 were recovered.  These include 207 M16s, 102 AK47s, 66 shotguns, 22 HK rifles, 281 handguns and 22 other guns.

The discrepancy between seized and recovered weapons shows that 1,265 weapons are still in the hands of the separatists or the other outlaws.

A total of 15,713 violent incidents were recorded for the past ten years until December 23, 2013 or an average of 4.31 incidents a day.  Of these, there were 7,536 shooting incidents, 2,764 bombing incidents, 1,602 arson attacks, 94 murders, 311 assaults, 171 cases of arms snatchings, 2,912 cases of harassment and 243 cases of armed clashes.

Bombing incidents on yearly basis are as follows:  103 cases in 2004; 242 cases in 2005; 344 cases in 2006; 471 cases in 2007; 250 cases in 2008; 284 cases in 2009; 266 cases in 2010; 333 cases in 2011; 276 cases in 2012 and 320 cases in 2013.

Authorities have managed to identify 11,189 separatists and sympathizers.  Of these, 314 are religious leaders, 207 core members and 2,291 armed separatists.

Of the 685 security-related cases lodged with the court, 421 cases were dismissed and 1,474 defendants were convicted out of 265 cases.  57 defendants were condemned to death, 111 were given life imprisonment and 276 were given heavy jailterm not exceeding 50 years.

———————————————————————————————————————–

http://www.isranews.org/south-news/english-article/item/26442-budget_26442.html

Policeman shot dead, one injured, in Pattani attacks

Policeman shot dead, one injured, in Pattani attacks

 

A policeman was shot dead and a defence volunteer injured in a shooting in Pattani’s Muang district yesterday.

Police said that Police Senior Sgt-Major Marorseh Muna, 44, was having tea at a local teashop when two men pulled up on a motorbike.

Marorseh was then fatally shot in the head by one of the suspects, before they fled the scene with the policeman’s firearm.

A ‘stray’ bullet also hit a bystander – defence volunteer Isamaeh Masae – in the arm.

http://www.nationmultimedia.com/national/Policeman-shot-dead-one-injured-in-Pattani-attacks-30223501.html

เจรจาดับไฟใต้ส่อวุ่น – ขวาง ”กัสตูรี” ร่วมวง อดีตประธานพูโลจ่อพักโทษ-พ้นคุก

เจรจาดับไฟใต้ส่อวุ่น – ขวาง ”กัสตูรี” ร่วมวง อดีตประธานพูโลจ่อพักโทษ-พ้นคุก

เขียนวันที่

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน 2556 เวลา 22:16 น.
เขียนโดย

ทีมข่าวอิศรา

อนาคตของการพูดคุยสันติภาพระหว่าง ตัวแทนรัฐบาลไทยกับขบวนการบีอาร์เอ็นกลุ่มของนายฮัสซัน ตอยิบ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะกำหนดกรอบเวลาคร่าวๆ ในการนัดพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งที่ 4 ในช่วงต้นเดือน ธ.ค.นี้แล้วก็ตาม

buedo

เมื่อวันพุธที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา มีข่าวว่า ดาโต๊ะ สรี อาห์มัด ซัมซามิน ฮาซิม อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับบีอาร์เอ็น ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่ทำเนียบรัฐบาล และได้หารือร่วมกับ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รวมทั้ง พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะแกนนำในคณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายไทย ถึงกำหนดนัดการพูดคุยครั้งต่อไปซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นราวๆ ต้นเดือน ธ.ค. เลื่อนจากกำหนดเดิมคือสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ต.ค.ออกไปนานพอสมควร

ในการหารือดังกล่าว ดาโต๊ะซัมซามิน ยังแจ้งว่าจะมีตัวแทนจากองค์การพูโลและขบวนการบีไอพีพี เข้าร่วมการพูดคุยครั้งต่อไปด้วย โดย พล.ท.ภราดร ระบุว่าจะมีที่นั่งสำหรับองค์การพูโล 2 ที่นั่ง และบีไอพีพี 1 ที่นั่ง

อย่างไรก็ดี ล่าสุดมีข่าวจากกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐว่า การจัดสรรที่นั่งในส่วนขององค์การพูโลยังไม่ลงตัว เนื่องจากพูโลแตกออกเป็นหลายกลุ่ม โดยกลุ่มที่เข้าร่วมโต๊ะพูดคุยอยู่แล้วตั้งแต่ครั้งแรกๆ คือ ”พูโลเก่า” นำโดย นายลุกมัน บิน ลิมา ขณะที่พูโลใหม่หนึ่งในสองกลุ่มที่แยกตัวออกไปจากกลุ่มเก่า นำโดย นายกัสตูรี มาห์โกตา อ้างกับคณะผู้สื่อข่าวท้องถิ่นชายแดนใต้ในการให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า เขาได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมโต๊ะพูดคุยสันติภาพกับรัฐบาลไทย และมีแนวโน้มว่าเขาจะเข้าร่วมวงพูดคุยด้วยตนเอง

ท่าทีของนายกัสตูรี ไม่ได้รับการยอมรับจากแกนนำกลุ่มพูโลเก่า โดยมีข่าวว่าทางกลุ่มจะมีการหารือเพื่อประกาศท่าทีในเรื่องนี้เร็วๆ นี้

มีข่าวว่าการดึงนายกัสตูรีเข้าร่วมโต๊ะพูดคุย เป็นความต้องการของทางการไทยผ่านหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านการพัฒนาใน พื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งมีการส่งคณะเดินทางไปพบปะกับแกนนำกลุ่มพูโลใหม่รายนี้ถึงประเทศสวีเดน ขณะที่พูโล่ใหม่อีกกลุ่มหนึ่งภายใต้การนำของ นายซัมซูดิน คาน ยังคงสงวนท่าที

มีรายงานว่า กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ และบางส่วนแสดงตัวเป็น ”กลุ่มเคลื่อนไหวต่อสู้กับรัฐไทย” หรือที่เรียกเป็นภาษามลายูว่า ”จูแว” ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ได้เปิดเฟซบุ๊คชื่อ Patani Voice n Opinion เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความคิดเห็นเกี่ยวกับการพูดคุยสันติภาพ ระหว่างรัฐบาลไทยกับบีอาร์เอ็น ตลอดจนกลุ่มอื่นๆ ที่อาจเข้าร่วมโต๊ะพูดคุยด้วย

ขณะเดียวกันมีข่าวจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ว่า ทาง ศอ.บต.และกรมราชทัณฑ์ ได้ร่วมกันดำเนินการเรื่อง ”พักการลงโทษ” ให้กับนักโทษเด็ดขาดในคดีความมั่นคงจากปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาค ใต้ เพื่อให้ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ โดยนักโทษที่เข้าเกณฑ์ได้รับการพักโทษเป็นรายแรกและมีข่าวว่าจะได้รับการ ปล่อยตัวในเร็วๆ นี้ คือ นักโทษชาย บาบอแมบือโด เบตง อายุ 74 ปี อดีตประธานขบวนการพูโล ซึ่งถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในคดีกบฏแบ่งแยกราชอาณาจักร เมื่อปลายปี 2554

สำหรับหลักเกณฑ์การพักการลงโทษ เป็นไปตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ โดยการพักการลงโทษ หมายถึง การปลดปล่อยออกไปก่อนครบกำหนดโทษตามคำพิพากษาศาลภายใต้เงื่อนไขคุมประพฤติ ที่กำหนด อย่างไรก็ดี การพักการลงโทษมิใช่สิทธิของผู้ต้องขัง แต่เป็นประโยชน์ที่ทางราชการให้แก่นักโทษเด็ดขาดที่มีความประพฤติดี มีความก้าวหน้าทางการศึกษา ทำงานเกิดผลดีแก่เรือนจำหรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ อายุของผู้ต้องขังก็เป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขของการพักการลงโทษ โดยหากผู้ต้องขังมีอายุเกินกว่า 70 ปี หรือมีอาการป่วยเรื้อรัง ก็อยู่ในเกณฑ์ได้รับการพิจารณา

สำหรับคุณสมบัติอื่นๆ ที่สำคัญ ได้แก่ เป็นนักโทษเด็ดขาด (ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว) หากเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม ต้องเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 3 ถ้าเป็นนักโทษชั้นดีมาก ต้องเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 4 หากเป้นนักโทษชั้นดี ต้องเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 5

ช่วงระหว่างการคุมประพฤติ จะมีเจ้าพนักงานคุมประพฤติหรืออาสาสมัครคุมประพฤติไปเยี่ยมที่บ้านของผู้ที่ ได้รับการปล่อยตัว เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำ ดูแลช่วยเหลือสงเคราะห์เมื่อมีปัญหา โดยที่ผู้ถูกคุมประพฤติจะต้องประพฤติปฏิบัติตามเงื่อนไข 8 ข้อที่กำหนดไว้ หากประพฤติผิดเงื่อนไขจะถูกนำตัวกลับมาคุมขังไว้ในเรือนจำตามเดิม และจะถูกลงโทษทางวินัยด้วย

เงื่อนไข 8 ข้อ ได้แก่ 1.จะต้องพักอาศัยอยู่ตามที่อยู่ที่แจ้งไว้กับเรือนจำ 2.ห้ามออกนอกเขตท้องที่ที่อาศัยโดยไม่ได้รับอนุญาต 3.ห้ามประพฤติตนเสื่อมเสีย เช่น เล่นการพนัน ดื่มสุรา ยาเสพติด และกระทำผิดอาญาขึ้นอีก 4.ประกอบอาชีพโดยสุจริต 5.ปฏิบัติตามลัทธิศาสนา 6.ห้ามพกพาอาวุธ 7.ห้ามไปเยี่ยมบ้านหรือติดต่อกับนักโทษอื่นที่ไม่ใช่ญาติ 8.ให้ไปรายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติเรือนจำ เจ้าพนักงานปกครอง หรือหัวหน้าสถานีตำรวจทุกเดือน

สำหรับปี 2556 นี้ มีผู้ต้องขังทั่วประเทศกว่า 1,000 คนที่เข้าข่ายได้รับการพักการลงโทษ และบางรายได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว เช่น นายชลอ เกิดเทศ หรืออดีต พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ อดีตผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ ซึ่งถูกคุมขังในคดีสังหารสองแม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์ อันเป็นคดีสืบเนื่องจากคดีเพชรซาอุฯ

ส่วนผู้ต้องขังคดีความมั่นคงในปีนี้มีเพียงคนเดียวที่เข้าหลักเกณฑ์ คือ บาบอแมบือโด เบตง โดยก่อนหน้านี้ ศอ.บต.และกรมราชทัณฑ์ ได้ร่วมการดำเนินการย้ายนักโทษเด็ดขาดคดีความมั่นคงกลับไปคุมขังยังเรือนจำ ตามภูมิลำเนาเดิมของตน เพื่อให้ครอบครัว ญาติพี่น้องสามารถเดินทางไปเยี่ยมได้อย่างสะดวก ลดค่าใช้จ่าย โดยนักโทษเด็ดขาดชุดแรกเฉพาะคดีความมั่นคงจำนวน 2 รายที่ได้ย้ายกลับเรือนจำตามภูมิลำเนาของตน คือ นักโทษชาย สะมะแอ สะอะ หรือ หะยีสะมะแอ ท่าน้ำ หรือ นายอิสมาแอล กัดดาฟี อายุ 61 ปี หัวหน้ากองกำลังติดอาวุธขบวนการพูโล กับ นักโทษชาย บาบอแมบือโด เบตง ซึ่งก่อนหน้านี้ทั้งคู่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำบางขวางและเรือนจำกลางสงขลาตามลำดับ

http://www.isranews.org/south-news/scoop/item/25114-buedo.html

ข้อมูลอีกด้านเรื่องพูดคุยสันติภาพไทย-BRN

ข้อมูลอีกด้านเรื่องพูดคุยสันติภาพไทย-BRN

เขียนวันที่

วันพฤหัสบดี ที่ 07 พฤศจิกายน 2556 เวลา 08:01 น.
เขียนโดย

ทีมข่าวอิศรา

การเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลของ ดาโต๊ะ สรี อะห์มัด ซัมซามิน ฮาซิม อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยสันติภาพระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับ ตัวแทนบีอาร์เอ็นกลุ่มนายฮัสซัน ตอยิบ เมื่อวันพุธที่ 6 พ.ย.2556 ที่ผ่านมา เพื่อหารือกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และแกนนำคณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายไทยนั้น ต้องถือว่าไม่มีอะไรใหม่มากนัก

เพราะ ดาโต๊ะซัมซามิน ก็เคยเดินทางมาไทย อย่างน้อยก็เมื่อต้นเดือน ก.ย.2556 เพื่อนำเอกสารอธิบายข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ความยาว 38 หน้า ที่ระบุว่าเป็นของบีอาร์เอ็นกลุ่มนายฮัสซัน มามอบให้ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายไทย

ขณะที่ผลการหารือเมื่อวันพุธที่ 6 พ.ย. ทั้งเรื่องการดึงกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐกลุ่มอื่น เช่น องค์การพูโล และบีไอพีพี เข้าร่วม ก็เคยเป็นข่าวไปแล้ว ส่วนการเลื่อนนัดพูดคุยครั้งต่อไปยาวไปถึงเดือน ธ.ค. ก็มีรายงานของหน่วยงานความมั่นคงมาก่อนหน้านี้แล้วเช่นเดียวกัน

การเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลของ ดาโต๊ะซัมซามิน จึงมีน้ำหนักไปในทางทำให้ปรากฏข่าวความคืบหน้าของกระบวนการพูดคุยสันติภาพ เป็นด้านหลัก ในช่วงที่สถานการณ์การเมืองไทยกำลังดุเดือดร้อนแรงใกล้ทะลักจุดแตกจากปัญหา ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ

เป็นความเคลื่อนไหวที่คล้ายคลึงกับข่าวที่ปรากฏผ่านสื่อกระแสหลักและสื่อทาง เลือกบางแขนงในพื้นที่ชายแดนใต้ก่อนหน้านี้ ว่าด้วยประเด็นทางการไทยส่งคำตอบ (เชิงตอบรับ) 5 ข้อเรียกร้องของกลุ่มบีอาร์เอ็นแล้ว และยังแถมให้อีก 2 ข้อ ขณะที่ นายกัสตูรี มาห์โกตา ประธานกลุ่มพูโลใหม่ (แตกจากพูโลดั้งเดิม) ก็ประกาศท่าทีเข้าร่วมโต๊ะพูดคุยครั้งต่อไป

จากการรวบรวมข้อมูลหลายแหล่ง พบว่าประเด็นต่างๆ ดังกล่าวบางประเด็นไม่ตรงกับรายงานของหน่วยงานความมั่นคงไทยนัก ขณะที่บางประเด็นก็ไม่ได้เป็นข่าวดีในแง่ความคืบหน้าของโต๊ะพูดคุยสันติภาพ มากมาย เพราะแก่นของเรื่องก็ยังวนอยู่ตรงจุดเดิม

”ทีมข่าวอิศรา” ขอนำเสนอข้อมูลด้านอื่นๆ เพิ่มเติมดังนี้

1.การพูดคุยสันติภาพครั้งต่อไป (นับอย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 4 ไม่นับวันที่ 28 ก.พ.2556 ที่เป็นวันลงนามริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพ) ที่ว่าจะมีกลุ่มพูโลและบีไอพีพีเข้าร่วมด้วยนั้น ปรากฏอยู่ในเอกสารอธิบาย 5 ข้อเรียกร้อง ความยาว 38 หน้าที่อ้างว่าบีอาร์เอ็นส่งถึงรัฐบาลไทยตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.2556 อยู่แล้ว รวมทั้งประเด็นที่ว่าพูโลจะได้ที่นั่ง 2 ที่นั่ง บีไอพีพี 1 ที่นั่ง บีอาร์เอ็น 4 ที่นั่ง (รวมหัวหน้าคณะพูดคุย) ส่วนที่เหลือเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ [อ่านได้ใน แกะรอยเอกสาร BRN (ตอน 2) จัดทีมพูดคุยใหม่ – ยันไม่แยกดินแดน http://bit.ly/1dqSbsW ]

ทั้งหมดจึงเป็นการเตรียมการล่วงหน้า และเป็นการแสดงเจตนาของฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐอยู่แล้ว ขณะที่ข่าวบางกระแสระบุว่าเอกสารชี้แจง 38 หน้ามาจากการจัดการของทางการมาเลเซีย ซึ่งหมายถึงการรวมกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐกลุ่มอื่นนอกจากบีอาร์เอ็นเข้าร่วม โต๊ะพูดคุยด้วย

2.พูโลซึ่งแตกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ พูโลเก่า หรือพูโลดั้งเดิม 1 กลุ่ม กับพูโลใหม่ 2 กลุ่ม (นำโดย นายกัสตูรี มาห์โกตา และนายซัมซูดิน คาน) ยังไม่ได้รวมกันเป็นหนึ่งตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามการกล่าวอ้างของนายกัสตูรี เพราะอย่างน้อยกลุ่มของนายซัมซูดิน คาน (หรือซำซูดิง คาน) ก็น่าจะยังไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมในการพูดคุยครั้งหน้า และเจ้าตัวก็ไม่ได้เข้าพบปะหารือกับคณะของฝ่ายไทยที่นำโดยหน่วยพัฒนาใน พื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งเดินทางไปพบปะพูดคุยกับแกนนำผู้เห็นต่างจากรัฐที่ประเทศสวีเดนเมื่อต้น เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา

ล่าสุดมีข่าวยืนยันจากการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ.ประชา และ พล.ท.ภราดร เองว่า จะมีที่นั่งสำหรับพูโล 2 ที่นั่ง ซึ่งต้องพิจารณาด้วยว่า ”บาบอแซ” หรือ นายลุกมัน บิน ลิมา ตัวแทนพูโลเก่าที่เข้าร่วมโต๊ะพูดคุยก่อนหน้านี้อยู่แล้ว นับเป็น 1 ที่นั่งแล้วหรือยัง ถ้ายัง…ก็เท่ากับว่ากลุ่มของนายกัสตูรี จะได้แค่ 1 ที่นั่ง โดยไม่มีตัวแทนของกลุ่มนายซัมซูดิน

3.ประเด็นความเป็นเอกภาพของพูโลยังคงถูกตั้งคำถาม และไม่มีความชัดเจนว่าการดึงพูโลกลุ่มนายกัสตูรี เข้าร่วมโต๊ะพูดคุย เป็นเจตนาของทางการมาเลเซียและบีอาร์เอ็นหรือไม่ เพราะมีข่าวค่อนข้างต่อเนื่องว่า หน่วยงานด้านการพัฒนาในพื้นที่ชายแดนใต้ เป็นหน่วยที่ติดต่อประสานงานกับนายกัสตูรีโดยตรง และพยายามดึงเข้าร่วมโต๊ะพูดคุย ขณะที่บีอาร์เอ็นและพูโลกลุ่มอื่นๆ แสดงท่าทีปฏิเสธนายกัสตูรีมาตลอด

4.การดึงนายกัสตูรีเข้าร่วมโต๊ะพูดคุย น่าจะทำให้เกิดปัญหาตามมาอีกพอสมควร โดยเฉพาะการให้การยอมรับระหว่างกันของกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐบนโต๊ะพูดคุย เอง รวมทั้งบทบาทการเป็นหัวหน้าคณะพูดคุย ซึ่งจากข้อมูลทางการยังยืนยันว่าเป็นของบีอาร์เอ็นอยู่

5.การเลื่อนกำหนดวันนัดพูดคุยจากเดือน พ.ย.เป็น ธ.ค. ไม่ได้เป็นความต้องการของฝ่ายรัฐบาลไทย แต่เป็นความต้องการของฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐ เหตุผลด้านหนึ่งเพื่อจัดทีมพูดคุยใหม่ให้ลงตัว

อย่างไรก็ดี มีเหตุผลอีกด้านหนึ่งระบุว่า เป็นการช่วงชิงความได้เปรียบของกลุ่มผู้เห็นต่าง เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าสถานะของรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันมีความไม่แน่นอนสูง การเร่งรีบพูดคุยในช่วงนี้อาจเสียเปล่า โดยเฉพาะหากรัฐบาลตัดสินใจยุบสภา หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากแรงเสียดทานเรื่องร่างพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเกี่ยวกับสถานะของ พล.ท.ภราดร ที่ศาลปกครองสูงสุดน่าจะมีคำสั่งเกี่ยวกับตำแหน่งเลขาธิการ สมช.ของ นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ถูกรัฐบาลชุดนี้เด้งออกไป และนายถวิลยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง โดยศาลปกครองกลาง (ชั้นต้น) ได้ตัดสินให้นายถวิลเป็นฝ่ายชนะมาแล้ว กล่าวคือรัฐบาลสั่งย้ายนายถวิลโดยมิชอบ ให้คืนตำแหน่งเลขาธิการ สมช.ให้นายถวิล ต่อมารัฐบาลยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด และตุลาการผู้แถลงคดีได้แถลงความเห็นยืนตามศาลปกครองกลาง ฉะนั้นโอกาสที่ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งให้นายถวิลชนะคดีมีสูง และจะกระทบกับตำแหน่งเลขาธิการ สมช. (ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพ) ของ พล.ท.ภราดร ไปโดยปริยาย

ขณะที่ นายถวิล แสดงจุดยืนมาตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับการพูดคุยแบบ ”เปิดหน้า” กับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐดังที่รัฐบาลชุดนี้ดำเนินการอยู่

การทอดเวลานัดพูดคุยออกไป ดูเผินๆ เหมือนรัฐบาลไทยได้เปรียบ เพราะฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐจัดทีมไม่ลงตัว แต่ฝ่ายความมั่นคงไทยประเมินว่าฝ่ายผู้เห็นต่างไม่ได้เสียเปรียบ ด้วยเหตุผลเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาล และสถานะของ พล.ท.ภราดร ดังกล่าว

6.ข่าวที่ว่าไทยรับ 5 ข้อเรียกร้องของบีอาร์เอ็นแล้ว หรือมีการแสดงท่าทีเชิงบวกต่อ 5 ข้อเรียกร้องนั้น หน่วยงานความมั่นคงไทยยืนยันว่าเป็นเพียงการ ”รับข้อเรียกร้องไว้พิจารณา” โดยไม่มีการแสดงท่าทีใดๆ เชิงตอบรับ ส่วนอีก 2 ข้อที่มีข่าวว่ารัฐบาลไทยแถมให้ จริงๆ แล้วเป็นข้อเรียกร้องของฝ่ายไทยที่ส่งกลับไปยังบีอาร์เอ็น ถือเป็นมาตรการเชิงรุกกลับไปบ้าง โดย 2 ข้อดังกล่าวได้แก่

- การเรียกร้องให้บีอาร์เอ็นยอมรับสังคมพหุวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่าง สันติสุขของคนทุกศาสนาในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยขอให้บีอาร์เอ็นจัดทำมาตรการดูแลประชาชนชาวไทยพุทธในพื้นที่

- การเรียกร้องให้บีอาร์เอ็นขีดกรอบให้ชัดเรื่องความไม่เป็นธรรมที่อ้างว่าตน เองได้รับว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ไม่ใช่พูดคลุมไปทุกเรื่อง โดยเฉพาะอิสระในการนับถือศาสนา การปฏิบัติศาสนกิจ และการดำรงอัตลักษณ์ พร้อมขอให้บีอาร์เอ็นเสนอแนวทางการพัฒนาร่วมกัน เช่น การพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นต้น

7.การพูดคุยผ่านช่องทางลับอื่นๆ หรือที่เรียกว่า Track 2 ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านหน่วยงานด้านการพัฒนาชายแดนใต้ และฝ่ายทหารที่มีสายสัมพันธ์กับแกนนำผู้เห็นต่างจากรัฐบางปีก รวมทั้งองค์กรวิชาการที่ยังคงเดินหน้าพูดคุยเป็นระยะ

อย่างไรก็ดี เป้าหมายของการพูดคุยแต่ละช่องทางยังคงแตกต่างกัน โดยฝ่ายทหารต้องการผลเชิงยุทธวิธีเพื่อลดอำนาจต่อรองของกลุ่มผู้เห็นต่าง แต่หน่วยงานด้านการพัฒนาและองค์กรวิชาการพยายามปูทางเรื่องตั้ง ”เขตปกครองพิเศษ” ให้เป็นคำตอบสุดท้ายของการหยุดยิงและสร้างสันติสุขที่ชายแดนใต้

————————————————————————————————————————————

บรรยายภาพ : ดาโต๊ะซัมซามิน เมื่อครั้งเปิดแถลงข้อตกลงร่วมกันระหว่างรัฐบาลไทยกับบีอาร์เอ็นว่าจะลดเหตุ รุนแรงช่วงเดือนรอมฎอนและหลังจากนั้น รวมเวลา 40 วัน แถลงเมื่อ 12 ก.ค.2556 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

http://www.isranews.org/south-news/scoop/item/24945-zamzamin.html

จับตา “พูโลกลุ่มที่ 3” ที่ยังตกขบวนเจรจาสันติภาพ?! / ไชยยงค์ มณีพิลึก

ชำซูดิง คาน (แฟ้มภาพ)

คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้
โดย…ไชยยงค์ มณีพิลึก
 
นับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาค ใต้ ซึ่งในห้วงเวลาก่อน และหลังวันที่ 25 ต.ค.2556 ซึ่งเป็นวันครบรอบปีที่ 10 ของเหตุการณ์ “ตากใบทมิฬ” ไม่มีเหตุการณ์ก่อการร้ายเกิดขึ้นเพื่อเป็นการ “ตอกย้ำ” ปลุกระดมความโกรธแค้นให้เกิดขึ้นในหมู่ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ และประชาชนทั่วไปที่เป็นมุสลิม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ “แนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน” ไม่มีการก่อเหตุความรุนแรงในวันที่เป็นเชิง “สัญลักษณ์” ของเหตุการณ์ตากใบเมื่อวันที่ 25 ต.ค.2547 ที่ผ่านมา

ผลของการที่แนวร่วมไม่มีการก่อเหตุรุนแรงเพื่อตอกย้ำวันที่เป็น สัญลักษณ์ของความรุนแรงครั้งนี้ มาจาก “ปัจจัย” หลายประการด้วยกัน

ประการแรกคือ การให้การ “เยียวยา” แก่ผู้ได้รับผลกระทบ และทำความเข้าใจกับญาติพี่น้อง และประชาชนทั่วไปของ ศอ.บต.

ประการที่สอง มาจากการ “ปรับแผนยุทธการ” ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ภายใต้การนำของ พล.ท.สกล ชื่นตระกูล แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผก.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่สามารถ “ลิดรอน” แกนนำคนสำคัญในพื้นที่ และควบคุมพื้นที่ได้มากขึ้น รวมทั้งการผลักดันนโยบาย “พาคนกลับบ้าน” ที่กำลังส่งผลให้จำนวนแนวร่วมของขบวนการระส่ำระสาย จนจำนวน “มวลชน” ที่อยู่ในสภาพ “จำยอม” มีทางออกในการที่จะไม่ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของขบวนการ

และประการที่สาม สถานการณ์การก่อการร้ายที่ลดจำนวนการก่อเหตุรายชนิดใหญ่ๆ เช่น คาร์บอมบ์ลดลงนั้น นอกจากยุทธการของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าที่สามารถควบคุมพื้นที่ เส้นทางการลำเลียงคาร์บอมบ์เข้าสู้พื้นที่เป้าหมายได้แล้ว ยังมาจากการที่ สมช.และ ศอ.บต.เปิดพื้นที่ “พูดคุย” กับขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือ “ผู้เห็นต่าง” ทั้งบีอาร์เอ็น, พูโล และบีไอพีพี ตลอดทั้ง “แกนนำ” กลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่เพื่อให้ทุกกลุ่มกลับมาสู่โต๊ะการพูดคุยที่มี ประเทศมาเลเซียเป็นผู้ประสานงาน

จากการพูดคุยกับ ฮาซัน ตอยิบ ตัวแทนบีอาร์เอ็น คัสตูรี มะโกตาห์ ตัวแทนพูโลกลุ่มที่ 1 และ ลุกมาน บินลีมา ตัวแทนพูโลกลุ่มที่ 2 และ ดร.วัน อับดุลกอเดร์ ตัวแทนบีไอพีพีมาเป็นระยะๆ ของ สมช.และ ศอ.บต. รวมทั้งการพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องยอมรับว่ามีผลให้สถานการณ์การก่อการร้ายลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด

วันนี้สถานการณ์เหตุร้าย “รายวัน” ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้าย เป้าหมายจึงอยู่ที่ทหาร ตำรวจ มากกว่าผู้ที่เป็นประชาชน ส่วนเหตุ “ฆ่า” ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ ส่วนใหญ่ของผู้ที่เสียชีวิตมาจากความขัดแย้งเรื่องการเมืองท้องถิ่น เรื่องการขัดผลประโยชน์ที่มาจากยาเสพติด แต่ต้องยอมรับว่ายังมีประชาชนส่วนหนึ่งที่เป็นเหยื่อของสถานการณ์คือ “สายข่าว” ของเจ้าหน้าที่ และ “คนไทยพุทธ” ที่ยังตกเป็นเหยื่อของการ “เอาคืน” หลังจากที่กลุ่มก่อการร้ายสูญเสียจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่รัฐ

สิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงต้องติดตาม และต้อง “จัดการ” คือ การที่ยังมีกลุ่มก่อการร้ายจำนวนหนึ่งที่ยังไม่เห็นด้วยกับการ “พูดคุยเพื่อสร้างสันติภาพ” ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลผลิตจากการสร้าง “เซลล์” ของบีอาร์เอ็น เมื่อไม่เห็นด้วยกับวิธีการพูดคุยของบีอาร์เอ็น จึงได้รวมกลุ่มกันเพื่อตั้งเป็นขบวนการก่อการร้ายขบวนใหม่ ทั้งในชื่อของ “นักรบฟาตอนี” และในชื่ออื่นๆ รวมทั้งหาที่ “สังกัดใหม่” เพื่อปฏิบัติการด้วยความรุนแรงต่อไป
 
รวมทั้งการที่ขบวนการพูโลมีด้วยกัน 3 กลุ่ม แต่บีอาร์เอ็นเชิญเข้าร่วมโต๊ะพูดคุยเพียง 2 กลุ่มคือ กลุ่มของ คัสตูรี่ มะโกตาห์ และกลุ่มของ ลุกมาน บินลีมา แต่ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ “ตกสำรวจ” คือ พูโลกลุ่มของ ซำซูดิง คาน ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในประเทศมาเลเซีย ที่ได้พยายามเรียกร้องความสนใจด้วย การออกแถลงการณ์ในโลกของโซเซียลมีเดีย ถึงการ “มีอยู่” ของขบวนการ รวมทั้งการออกมาตอบโต้แถลงการณ์ของสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย ต่อกรณีผู้สื่อข่าว 5 รายของ จ.นราธิวาส ที่ถูกกับระเบิดของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งเป็นการ “ดิ้นรน” ของพูโลกลุ่มที่สาม ที่มี ชำซูดิง คาน เป็นผู้นำ เพื่อที่จะได้ “เกาะขบวนรถไฟสันติภาพ” ที่กำลังตั้งไข่ในขณะนี้

จากการตรวจสอบของหน่วยงานความมั่นคงพบว่า มีการเคลื่อนไหวของแกนนำพูโลกลุ่มนี้ในพื้นที่ 3 จังหวัดอย่างเงียบๆ อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้ยุติการก่อการร้ายด้วยอาวุธเป็นเวลาหลายปี ที่ผ่านมา มีการพูดคุยกับกลุ่มก่อการร้ายที่แยกตัวมาจากบีอาร์เอ็น เพื่อให้มาอยู่ใน “ร่มธง” ของพูโลกลุ่มนี้ ซึ่งหน่วยข่าวกรองเชื่อว่าเป็นยุทธวิธีในการ “สร้างราคา” เพื่อต่อรองกับการเข้าไปสู่โต๊ะการพูดคุยในครั้งต่อไปที่ประเทศมาเลเซีย

ทั้งหมดที่ได้กล่าวถึงคือ การพยายามของหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าเป็น สมช. ศอ.บต. และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่พยายามจะถอด “ชนวน” เงื่อนไขของ “สงครามประชาชน” ที่เกิดขึ้น จนทำให้เห็นภาพของความรุนแรงที่เริ่มจะลดจำนวนลง จนหลายคนเริ่มจะมีการพูด เข้าข้างตนเองว่า “เดินมาถูกทางแล้ว”

แต่ยังมี “เงื่อนไข” อีกหลายเงื่อนยังเป็น “ชนวนระเบิดของความรุนแรง” ที่หน่วยงานในพื้นที่ยังไม่ได้ทำการถอดชนวน เช่น การเสียชีวิตของผู้นำศาสนา ครูสอนศาสนา ผู้ที่ต่อสู้คดีความมั่นคงพ้นผิด ผู้ที่อยู่ระหว่างการต่อสู้คดี และผู้ที่ออกมารายงานตัวต่อหน่วยงานของรัฐ ต่อมาไม่นานจากนั้นถูกฆ่าตาย ซึ่งในการสืบสวนสอบสวนของพนักงานสอบสวนไม่มี ความคืบหน้า กลายเป็นคดีที่ “มืดดำ” จนเป็นเหตุให้ประชาชนเชื่อว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งขณะนี้ยังเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ และกลุ่มก่อการร้ายใช้เป็นประโยชน์ในการปลุกระดมให้ประชาชนเข้าใจผิด และเป็น “ปรปักษ์” ต่อเจ้าหน้าที่และรัฐไทย

อาจเป็นไปได้ที่การฆ่ากลุ่มคนทั้ง 4 กลุ่มเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายที่ต้องการสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้น ในหมู่ประชาชน โดยการ “ป้ายสี” ว่า เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อ “บิดเบือน” ข้อเท็จจริงในการดึงมวลชนให้สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเร่งด่วนที่หน่วยงานทุกหน่วย โดยเฉพาะศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องเร่งดำเนินการสืบสวน สอบสวน นำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มก่อการร้าย และในขณะเดียวกัน ถ้าผู้ที่ก่อเหตุร้ายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น

เพราะ “รากเหง้า” สำคัญของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่แท้จริงนั้น เกิดจากความ “ไม่เป็นธรรม” ความ “ไม่เท่าเทียม” ที่รัฐไทยในอดีตได้สร้างให้เกิดขึ้น จนเกิดความ “คับแค้น” ในจิตใจ และตามมาด้วยการจัดตั้งขบวนการต่างๆ ขึ้น เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และใช้วิธี “ฟันต่อฟัน” ในการ “ดับไฟแค้น” จนกลายเป็น “ไฟใต้” ที่วันนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมกันดับไฟที่เกิดขึ้น
 
ดังนั้น ถ้ารากเหง้าของปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างถูกวิธี ไฟใต้ที่บอกกว่าดับยากดับเย็น อาจจะดับได้ง่ายขึ้นก็เป็นได้.

http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9560000135422

บึ้มระแงะ 2 ลูกซ้อน ทหาร-ตร.เจ็บอื้อ นักข่าวโดนด้วย

เขียนวันที่

วันเสาร์ ที่ 19 ตุลาคม 2556 เวลา 21:40 น.
เขียนโดย

ปทิตตา, อะหมัด, อับดุลเลาะ

คนร้ายวางระเบิด 2 ลูกซ้อนใกล้กับหน่วยเลือกตั้งนายก อบต.ตันหยงมัส นราธิวาส โจมตีทหารชุดลาดตระเวนและเจ้าหน้าที่ชุดตรวจจุดเกิดเหตุ สื่อโดนลูกหลงเจ็บอื้อ รวมทั้งนักข่าวสาวจากอิศรา โฆษก กอ.รมน.ชี้ป่วนการเมืองท้องถิ่น บึ้มอีกลูกโผล่ธารโต ซุกใต้ตู้เอทีเอ็ม โชคดีกู้ทัน

joe

ระเบิดลูกแรกเกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.10 น.วันเสาร์ที่ 19 ต.ค.2556 คนร้ายใช้วิทยุสื่อสารจุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบใส่ถังแก๊ส น้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม วางซุกไว้โคนต้นไม้ ริมถนนในหมู่บ้านฮูลูปาเระ หมู่ 1 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส แรงระเบิดทำให้ทหารพรานสังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 4505 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนเส้นทางเพื่อรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน ที่ออกจากบ้านไปเลือกตั้งนายกและสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แรงระเบิดทำให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ 6 นาย

รายชื่อผู้บาดเจ็บประกอบด้วย จ.ส.ต.วิชัย รามช่วย อาสาสมัครทหารพราน (อส.ทพ.) วายุคุณ จิตติอารมณ์ อส.ทพ.มงคล ดีใจ ทั้ง 3 นายนี้อาการสาหัส ส่วนที่เหลืออีก 3 นายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ได้แก่ อส.ทพ.สุรเดช จำเกตุ อส.ทพ.อัสมาน เจ๊ะอามะ และ อส.ทพ.มะนูวา วาจิ

บึ้มลูก 2 ตำรวจ-นักข่าวเจ็บระนาว

ต่อมาเวลา 12.15 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด และเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส กำลังเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุ โดยมีผู้สื่อข่าวหลายสำนักติดตามไปทำข่าวด้วยนั้น ปรากฏว่าถูกคนร้ายไม่ทราบจำนวนซึ่งแฝงตัวอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ใช้โทรศัพท์มือถือจุดชนวนระเบิดที่นำไปแขวนไว้บริเวณกิ่งไม้ริมถนน ห่างจากจุดเกิดเหตุจุดแรกประมาณ 100 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้สื่อข่าวยืนบันทึกภาพหลังการเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุอยู่ แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย และผู้สื่อข่าว 5 คนได้รับบาดเจ็บ

รายชื่อผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดลูกที่ 2 ได้แก่ ด.ต.ปรีชา ทองศรีไหม ส.ต.อ.วิทยา ปลอดเหล็ก นายกรียา โต๊ะตานี อายุ 38 ปี ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 7  นายมะดารี โต๊ะลาลา อายุ 44 ปี ช่างภาพและผู้สื่อข่าวเอเอฟพี น.ส.มูรนี มามะ อายุ 26 ปี ผู้ช่วยผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์สยามรัฐ น.ส.สัญฐิติ ขอจิตต์เมตต์ อายุ 46 ปี ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 และเครือเนชั่น น.ส.ปทิตตา หนูสันทัด อายุ 32 ปี ผู้ช่วยผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ผู้สื่อข่าวเครือเนชั่น และศูนย์ข่าวอิศรา ล่าสุดทั้งหมดอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

กอ.รมน.ภาค 4 คาดจ้องป่วนเลือกตั้งท้องถิ่น

อนึ่ง เหตุระเบิดครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่กำลังมีการเลือกตั้ง อบต.กรณีครบวาระในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยวันเสาร์ที่ 19 ต.ค.เป็นการเลือกตั้งของพื้นที่ จ.นราธิวาส จำนวน 40 อบต. ส่วนวันอาทิตย์ที่ 20 ต.ค.เป็นการเลือกตั้งของ จ.ปัตตานี กับยะลา รวมทั้ง 3 จังหวัด 153 อบต.ใน 28 อำเภอ

พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กล่าวว่า เป้าหมายของกลุ่มคนร้ายมุ่งก่อเหตุในช่วงการเลือกตั้ง อบต. อาจมองได้ว่าเป็นการพยายามทำลายบรรยากาศของการเลือกตั้ง ฉะนั้นจึงต้องเพิ่มระดับความเข้มงวดขึ้นไปอีก

คนพื้นที่มองต่างมุมแข่งดุ-ปูดมีใช้เงิน

อย่างไรก็ดี ความเห็นจากนักสังเกตการณ์การเลือกตั้งท้องถิ่นชายแดนใต้ มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีการแข่งขันอย่างดุเดือดรุนแรงมากนัก เพราะถูกจับตามองจากฝ่ายความมั่นคง และคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ทำให้ผู้สมัครนายกและสมาชิก อบต.ระมัดระวังตัวกันมากเป็นพิเศษ ประกอบกับการเลือกตั้งครั้งนี้มีอดีตกำนันที่หมดวาระเพราะอายุครบ 60 ปีมาลงสมัครเป็นนายก อบต.หลายพื้นที่ ซึ่งถือว่ามีแต้มต่อ ขณะที่อีกหลายพื้นที่ก็เป็นการขับเคี่ยวของคู่ต่อสู้เดิมๆ ที่เคยแพ้ชนะกันมาแล้ว อีกทั้งไม่มีพรรคการเมืองระดับชาติสนับสนุนอย่างเปิดเผยเหมือนระดับองค์การ บริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แต่หลายก็ยังมีความกังวลว่าหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป อาจมีการไล่เช็คบิลหัวคะแนนกันอีกระลอก

นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดปัตตานี วิเคราะห์ว่า การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นอย่าง อบต.นั้น ถือเป็นการเลือกตั้งระดับเล็ก ไม่น่ามีปัญหาอะไรมาก เนื่องจากผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งนายกและสมาชิกต่างรู้จักกันดี หากใครไปก่อเหตุ อีกฝ่ายก็รู้ ผู้ที่ลงสมัครก็มักเป็นผู้สมัครหน้าเดิมๆ ในส่วนของ จ.ปัตตานี ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเข้ามา

การเลือกตั้ง อบต.ในพื้นที่ ต.ควนโนรี อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เป็นเขตที่น่าจับตา เพราะเดิมมีข่าวว่า คอลีเยาะ หะหลี แกนนำสตรีในพื้นที่ และหนึ่งในผู้สูญเสียจากเหตุการณ์กรือเซะ จะลงสมัครเป็นสมาชิก อบต.ด้วย แต่สุดท้ายกลับไม่มีสิทธิลงสมัคร เนื่องจากไม่ได้ไปเลือกตั้ง อบจ. จึงทำให้เสียสิทธิตามที่กำหนดหมายกำหนด

คอลีเยาะ มองต่างจากนายนิพนธ์ และนักสังเกตการณ์รายอื่น โดยบอกว่า การเลือกตั้งเที่ยวนี้แข่งกันอย่างดุเดือด มีการแบ่งฝ่ายแบ่งข้างตามการเมืองสีเสื้อ ทำให้คนในพื้นที่ขัดแย้งกันหนักขึ้น และบางพื้นที่มีรายงานการใช้เงิน

ไม่ไปเลือกตั้งเสียสิทธิ 6 ประการ

การไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุผลอันสมควร จะทำให้เสียสิทธิ 6 ประการ ดังนี้
1.เสียสิทธิการยื่นร้องคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น
2.เสียสิทธิการร้องคัดค้านการเลือกตั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะการปกครองท้องที่
3.เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น
4.เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นกำนันผู้ใหญ่บ้านตามกฏหมายว่าด้วยลักษณะการปกครองท้องที่
5.เสียสิทธิการเข้าชื่อร้องขอให้สภาท้องถิ่นพิจรณาออกข้อบัญญติท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น
6.เสียสิทธิการเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้อง ถิ่นตามกฏหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้ บริหารท้องถิ่น

หวิดบึ้มตู้เอทีเอ็มอีกระลอกที่ธารโต

ช่วงเช้าวันเดียวกัน พ.ต.ท.วิรัตน์ โพธิ์แสง พนักงานสอบสวน สภ.แม่หวาด อ.ธารโต จ.ยะลา รับแจ้งพบวัตถุต้องสงสัยวางอยู่ใต้ตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย บริเวณหน้าร้านขายอาหารอีสาน เลขที่ 22 หมู่ 7 บ้านคอกช้าง ต.แม่หวาด จึงนำกำลังรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พ.ต.ท.สุรนันท์ ชอบงาม สารวัตรใหญ่ สภ.แม่หวาด และ นายก้องสกุล จันทราช นายอำเภอธารโต

ในที่เกิดเหตุพบกล่องกระดาษขนาด 5 คูณ 10 นิ้ว พันด้วยเทปดำ วางซุกอยู่ใต้ตู้เอทีเอ็ม จึงได้ประสาน พ.ต.ท.ประภาส รอดพินิจ หัวหน้าชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด ”ศรศึก-ศรชัย” กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เข้าตรวจสอบ พบวัตถุระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 5 กิโลกรัมซุกอยู่ในกล่องกระดาษ จึงได้ตัดวงจรจุดระเบิดแล้วนำไปวางบริเวณลานท่าเรือบ้านคอกช้าง ห่างจากชุมชนราว 1 กิโลเมตร จากนั้นได้ทำลายทิ้งโดยไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย

————————————————————————————————————————————————-

บรรยายภาพ : น.ส.ปทิตตา หนูสันทัด ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา ขณะเข้ารักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาล เนื่องจากโดนระเบิดลูก 2 ที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อช่วงเที่ยงของวันเสาร์ที่ 19 ต.ค.2556

http://www.isranews.org/south-news/other-news/item/24531-bomb.html

Attacks in Southern Thailand Kill 5, Injure 13

Attacks in Southern Thailand Kill 5, Injure 13

HAT YAI, Thailand October 19, 2013 (AP)

A spate of bombings and drive-by shootings Saturday in Thailand’s insurgency-plagued south left five people dead and 13 injured, police said. The injured included eight soldiers and five journalists.

In the day’s first attack, a bomb went off on a road in Ra-ngae district in Narathiwat province, injuring six soldiers who were on foot patrol, said police Col. Jiradet Phrasawang. Three of the soldiers were in serious condition.

The second bomb exploded an hour later about 100 meters (328 feet) from the first blast as a bomb squad and journalists were arriving at the scene, Jiradet said.

Two Explosive Ordnance Disposal officers were hurt in the second blast, and five journalists — a Thai photographer for the French news agency Agence France-Presse and two reporters from Thai television stations — were slightly wounded, Jiradet said.

The AFP photographer was identified as 44-year-old Madaree Tohlala.

Jiradet said Islamic insurgents were suspected of carrying out the bombings.

Later in the day in the same province, suspected insurgents staged drive-by shootings, killing four villagers riding on motorcycles, said Jiradet and other police officials.

Another attack occurred in Pattani province, where suspected insurgents on motorcycles fatally shot a 35-year-old farmer on a roadside in Panarae district, said police Col. Manit Yimsaai.

More than 5,000 people have been killed in predominantly Buddhist Thailand’s three Muslim-dominated southernmost provinces since an Islamic insurgency erupted in 2004.

The regular attacks in the sub-region, with security officers as one of the main targets, are seen as a hindrance to the Thai government’s attempt to revive peace talks with the Muslim militants after both sides signed a breakthrough deal in February, agreeing to hold discussions to ease nearly a decade of violence. New talks have repeatedly been postponed since insurgents in August accused the government of failing to respond to their demands.

http://abcnews.go.com/International/wireStory/soldiers-journalists-hurt-bombings-thailand-20620339

Bom di Narathiwat 13 cedera

Narathiwat:
Bom meletup di daerah Rangget wilayah Narathiwat 13 cedera diantaranya 3 tentera penjajah cedera parah,2 bom meletup yang pertama 6 tentera cedera diantaranya 3 dari mereka cedera parah ,3 jam kemudian sebuah bom lagi meletup lebih kurang 100 meter dari tempat letupan pertama dikali ini 7 lagi cedera,bom kedua itu meletup apabila tentera yang arif tentang bom dan bersama pemberita datang ketempat kejadian maka nasib malang pemberita juga ikut cedera.

http://patanipost.net/2013/10/19/bom-di-narathiwat-13-cedera/